บทความวิชาการ "การพัฒนาครูด้านการวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนบ้านเขว้าวิทยายน"

โพสต์9 ส.ค. 2561 08:05โดยสพม.30 จ.ชัยภูมิ


บทคัดย่อ
            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาครูด้านการวิจัยในชั้นเรียนและสามารถทำวิจัยในชั้นเรียนได้อย่างมีคุณภาพ 2) เปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนก่อนและหลังการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูโรงเรียนบ้านเขว้าวิทยายนต่อการพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนโดยการอบรมเชิงปฏิบัติการ กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูผู้สอนโรงเรียนบ้านเขว้าวิทยายน อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ ปีการศึกษา 2560 จำนวน 50 คน 
            
            การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) โดยใช้กระบวนการทำงานที่เป็นวงจรแบบขดลวด PAOR ตามแนวคิดของ Kemmis and McTaggart (1991) ซึ่งประกอบด้วย 1) การวางแผน (Planning)  2) การปฏิบัติการ (Acting)  3) การสังเกตการณ์ (Observation) และ 4) การสะท้อนผล (Reflecting) ดำเนินการเป็น 2 วงจร กลยุทธ์ที่ใช้ในการพัฒนา วงจรที่ 1 คือ 1) ศึกษาวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการวิจัยในชั้นเรียน 2) การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน 3) การดำเนินการทำวิจัยในชั้นเรียนตามเค้าโครงการวิจัยในชั้นเรียน และ 4) การนิเทศภายใน และกลยุทธ์ในการพัฒนาในวงจรที่ 2 ดังนี้1) ให้ทบทวนความรู้จากเอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวกับรูปแบบการวิจัยในชั้นเรียน 2) ให้ฝึกปฏิบัติกิจกรรมวิเคราะห์ข้อมูล การแปล ความหมาย สรุปผลและการเขียนรายงานวิจัยในชั้นเรียน และ 3) นำรายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับ เดิม มาปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องครบถ้วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจก่อนและหลังการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ 2) แบบสอบถามความ พึงพอใจและแบบสังเกตการณ์นิเทศภายใน และ 5) แบบประเมินเค้าโครงวิจัยในชั้นเรียนและแบบ ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ร้อยละ และการทดสอบค่าที (t-test) ที่ระดับความเชื่อมั่น .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูโรงเรียนบ้านเขว้าวิทยายนสามารถเขียนเค้าโครงการวิจัยและทำวิจัย ในชั้นเรียนได้คนละ 1 เรื่อง รวมทั้งหมด 50 เรื่อง โดยผลการประเมินเค้าโครงวิจัยในชั้นเรียนโดยภาพ รวมอยู่ในระดับคุณภาพปานกลาง และรายงานวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนบ้านเขว้าวิทยายน มีผลการประเมินโดยภาพรวมอยู่ในระดับคุณภาพมาก จ านวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 74  2) ครูโรงเรียนบ้านเขว้าวิทยายน มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนมากขึ้นโดยใช้การ ทดสอบค่าที(t-test) ระหว่างก่อนและหลังการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ พบว่า คะแนนเฉลี่ยแตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าคะแนนเฉลี่ยการทดสอบความรู้ความเข้าใจหลังการ ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ และ 3) มีความพึงพอใจ ต่อการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 3.66, S.D. = 0.81)

Include gadget (iframe)


รายงานการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) วิชาเศรษฐศาสตร์ รหัสวิชา ส32141 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

โพสต์9 ก.ค. 2561 19:50โดยWirasinee Thuleechan

ชื่อผลงาน : รายงานการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) วิชาเศรษฐศาสตร์ รหัสวิชา ส32141 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 

ผู้ศึกษา : นายสันติ สิงหาพรม

แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนตามแนว PISA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย (ท 31102) เล่มที่ 1 วิเคราะห์เจาข่าว โดย นายเทพบดินทร์ ปานอีเม้ง โรงเรียนสตรีชัยภูมิ

โพสต์4 มิ.ย. 2561 19:35โดยสพม.30 จ.ชัยภูมิ

คำนำ
        ความสามารถด้านการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน เป็นทักษะที่สำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถทำความเข้าใจกับสิ่งที่อ่านและคิดวิะคราะห์และเขียนอย่างเป็นระบบ มีเหตุผล มีวิจารณญาณ นำความรู้ไปใช้ในการเชิญสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้ ทั้งด้านการศึกษาการประกอบอาชีพ เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคนให้เกิดความงอกงามทางสติปัญยา โดยสะสมความรู้ที่เป็นประโยชน์จากการอ่าน เพื่อใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงโดยผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2561
        แบบฝึกเสริมทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ตามแนว PISA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนในหน่วยการเรียนรู้ที่ 3 การอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียนสื่อสาร วิชาภาษษไทยพื้นฐาน (ท 31102) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อเป็นการฝึกทักษะให้นัเรียนที่มีความสามารถด้านการอ่าน คิดวิเคราห์และเขียนสะท้อนสมรรถนะทั้ง 3 ด้านของการอ่านตามแนว PISA คือ  1. สมรรถนะเข้าถึงและค้นคืนสาระ 2.สมรรถนะบูรณาการและตีความ 3.สมรรถนะสะท้อนและประเมิน เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่ช่วยให้นักเรียนเกิดทักษะในด้านการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ซึ่งมีทั้งหมด 5 เล่ม ดังนี้
            เล่มที่ 1 วิเคราะห์เจาะข่าว
            เล่มที่ 2 เรื่องราวนิทาน
            เล่มที่ 3 เรื่องน่าอ่านสารคดี
            เล่มที่ 4 บทความดีมีสาระ
            เล่มที่ 5 เห็นคุณค่าในบทร้อยกรอง
        แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียนตามแนว PISA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 วิชาภาษาไทยพื้นฐาน (ท31102) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยนี้ ได้ผ่านการทดลองใช้และพบว่าเป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพเป็นที่น่าพอใจ ผู้จัดทำจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและผู้ที่สนใจต่อไป

                                                                                                            นายเทพบดินทร์  ปานอีเม้ง

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเอกอาเซียนศึกษา (ส30212) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน

โพสต์17 พ.ย. 2558 01:06โดยGlittawit Siripongpisut

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเอกอาเซียนศึกษา (ส30212) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน
โดย นางสาวสุปรียา วงษ์จักษุ ครูชำนาญการ โรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล

แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ระดับชั้น ม.1

โพสต์24 พ.ค. 2558 20:10โดยadmin sesao30

แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง กระบวนการดำรงชีวิตของพืช โดยนางมลรัฐ  ขามจัตุรัส ครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านค่ายวิทยา ดังไฟล์แนบ

1-5 of 5